Categorized | บทความ

สี่ฤดูกาลแห่งจิตวิญญาณแบบจีน

 

ปาฐกถาเต็กก่าครั้งที่ ๑

เรื่อง สี่ฤดูกาลแห่งจิตวิญญาณแบบจีน

โดย ศจ. หวังเป๊าะ

ณ ห้องประชุมชั้น๙ อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ไม่ว่าจะเป็นในโลกตะวันตกหรือตะวันออก เราจะพบเห็นจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ได้เสมอ เป็นจิตวิญญาณที่สร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงโลกอย่างใหญ่หลวง จิตวิญญาณยิ่งใหญ่ดังกล่าวอาจพบอยู่ในตัวของนักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักคิดนักปรัชญาหรือในตัวศาสดาผู้ชี้นำทางศาสนา หรือแม้แต่พบในตัวคนธรรมดาสามัญทั่วไป บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นที่บูชานับถือของคนรุ่นหลังเห็นประจักษ์ชัดเจนอยู่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดของวิชาชีพส่วนตัวที่อยู่ในวงการอันจำเพาะ ในที่นี้ ข้าพเจ้าจึงจะขอยกตัวอย่างเพียงบุคคลในประวัติปรัชญาจีน เพื่อพิจารณาว่าพวกเขาเหล่านั้นมีความคิดความเข้าใจต่อโลก ต่อชีวิตตลอดจนวิถีดำเนินชีวิตว่าอย่างไร และได้เคยนำอะไรมามอบไว้หรือกำลังนำอะไรมามอบให้แก่พวกเราบ้าง

ใคร่ขอขยายความเกี่ยวกับชื่อหัวข้อที่จะกล่าวในวันนี้ก่อนว่า ข้าพเจ้าใช้คำว่า “แบบจีน” ก็ด้วยเหตุที่ข้อ พิจารณาของข้าพเจ้าตั้งอยู่บนพื้นฐานของวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะวัฒนธรรมสมัยโบราณเป็นหลัก แต่ทั้งนี้ มิได้ต้องการให้หมายความว่าผู้คนที่อยู่ในต่างวัฒนธรรมอื่น ๆ จะไม่สามารถร่วมดื่มด่ำทำความเข้าใจให้เกิดอานิสงส์ได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตและการใช้ชีวิตย่อมเป็นเรื่องสากลที่อาจสื่อสารถึงกันได้เสมอ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรื่องจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่อยู่เหนือพ้นจากกรอบการแบ่งด้วยความเป็นประเทศชาติหรือด้วยเชื้อชาตินั่นเอง

เรื่อง “จิตวิญญาณ” นี้เกี่ยวข้องกับวิชาชีพของข้าพเจ้าอยู่ และอันที่จริงก็กลายเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของตัววิชาปรัชญาไปแล้วตามการพรรณาหรือนิยามต่าง ๆ ของวิชานั้น อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาเฉลยบอกคำตอบอะไรให้ท่านทั้งหลายยอมรับร่วมกันเป็นเอกฉันท์ได้  เพราะนั่นย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่หากจะกล่าวโดยรวบรัดตรงไปตรงมาที่สุด ความหมายของวิชาปรัชญาก็คือวิชาทางด้านจิตวิญญาณแขนงหนึ่ง นับแต่ดั้งเดิมมา ก็มีการใช้ตัวอักษรจีนตัวหนึ่ง ที่ส่วนประกอบด้านบนเป็นตัว “เจ๋อ(折)” และด้านล่างเป็นตัว “ซิน(心)” มีนัยพ้องกันกับตัวอักษร “เจ๋อ(哲)” ที่ปัจจุบันใช้หมายถึงวิชาปรัชญาอยู่ จึงดูเหมือนจะเป็นอักษรที่เหมาะต่อการแสดงนัยบ่งบอกสารัตถะของวิชาปรัชญาดีกว่า ในส่วนของคำว่า “ฤดูกาลทั้งสี่” อันหมายถึงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม่ร่วง และฤดูหนาวนั้น สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเขตอบอุ่น ก็จะสัมพันธ์กับวิถีการดำเนินชีวิตในรอบปีอย่างแน่นแฟ้น มองกันว่านั่นคือจังหวะการดำเนินของโลก และเป็นจังหวะการดำเนินของชีวิตด้วย ทุก ๆ ฤดูกาลมีลักษณะอันจำเพาะที่มนุษย์สังเกตเห็นและให้ความหมายต่างกันไป ที่ยอมรับกันทั่วไปก็จะกล่าวกันว่า ใบไม้ผลิคือฤดูแห่งการเกิด ฤดูร้อนคือฤดูแห่งการเจริญเติบโต ใบไม้ร่วงคือฤดูกาลห่งการเก็บเกี่ยว และฤดูหนาวคือฤดูกาลแห่งการสั่งสม  พระภิกษุอู๋เหมินในสมัยราชวงศ์ซ่งได้ประพันธ์กวีไว้บทหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วกล่าวไว้ว่า

 

วสันต์ล้วนมวลมาลี สารทก็มีงามแสงเดือน
คิมหันต์ลมเย็นเยือน เหมันต์เกลื่อนหิมะวาว
หากใจไร้เหตุหมอง มาติดข้องเป็นเรื่องราว
ล้วนคือขณะคราว ฤดูกาลอันแสนดี

 

ดอกไม้ แสงเดือน สายลม และหิมะคือสัญลักษณ์ของฤดูกาลทั้งสี่ ในยามที่จิตปราศจากธุลีหมองทางความคิด ย่อมเป็นทัศนียภาพที่งดงามที่สุดของมนุษยโลก ในการบรรยายวันนี้ ข้าพเจ้าจึงอยากจะอาศัยฤดูกาลทั้งสี่นี้เป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นจิตวิญญาณที่ต่างกันแต่ก็เสมือนกันของปรัชญาขงจื่อ ปรัชญามั่วจื่อ ปรัชญาเต๋า และปรัชญานิตินิยม สี่แนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์ของจิตวิญญาณแบบจีน

๑.วสันต์ฤดูของจิตวิญญาณ

สำหรับชีวิตที่ดำเนินอยู่ในภูมิลักษณ์ที่แบ่งเป็นสี่ฤดูกาลชัดเจนนั้น ความรู้สึกหลัก ๆ ที่วสันตฤดูหรือฤดูใบไม้ผลินำมาให้ก็คือความอบอุ่นและการกำเนิดเกิดขึ้น
ฝนวสันต์โปรยผ่านกำแพงยามวสันต์ กำแพงวสันต์ก็ผลิออกซึ่งดอกหญ้ายามวสันต์
นงรามวสันต์เริ่มคิดถึงจิตยามวสันต์ สกุณาวสันต์ก็เริงร้องบนต้นพฤกษ์ยามวสันต์

 

แผ่นดินฟื้นคืนชีวิต สรรพสิ่งก็งอกงามเคลื่อนขยับ ถ้อยคำในคัมภีร์โจวอี้กล่าวว่า “คุณลักษณ์อันยิ่งใหญ่ของฟ้าดินเรียกว่าก่อกำเนิด” นั้นเราอาจจะเข้าถึงสารัตถะได้แจ้งชัด พอที่จะทำให้จิตใจผู้คนหวั่นไหวได้ ก็ในยามวสันต์นี้เอง โจวตุนอี๋ปราชญ์ใหญ่สมัยซ่ง “ไม่ถางหญ้ารกปรกเต็มริมบัญชร” โดยถือว่า “มีความหมายดุจเดียวกับตนเอง” ก็สะท้อนให้เห็นการก่อกำเนิดของฟ้าดินได้ชัดเจน เฉิงอี๋ ก็เขียนบทกวีไว้บทหนึ่งกล่าวว่า
เมฆบางบางลมอ่อนอ่อนตอนเจียนเที่ยง บุปผาเคียงทางหลิวสู่ธารเบื้องหน้า
คนไม่รู้ว่าฉันชื่นรื่นวิญญา จะค่อนว่าเกียจคร้านปานผู้เยาว์

ยามที่สัมผัสหรือเข้าถึงความปรานีของฟ้าดินที่มีต่อการให้กำเนิดชีวิต ความปีติสุขในดวงใจย่อมเกิดขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ

เมื่อพิจารณาจากสารัตถะโดยรวมแล้ว ปรัชญาขงจื่อย่อมอยู่ในสังกัดแห่งฤดูใบไม้ผลิโดยมิพักต้องสงสัย แนวคิดสำนักนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาในคัมภีร์ตัวบทหรือชิวิตปฏิปทาของปราชญ์สำนักขงจื่อเอง คนโบราณมีคำกล่าวเปรยถึง “ไออุ่นแห่งคัมภีร์หลุนอี่ว์” ซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกเมื่อได้อ่านคัมภีร์เล่มดังกล่าว การพรรณาบุคลิกภาพของตัวขงจื่อเองก็มักผูกพันอยู่กับคำว่า “อบอุ่น” เสมอ  ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “อบอุ่นดีงามสมถะนอบน้อมยอมตน” “ทีท่าสง่าน่าอบอุ่น” หรือ “เมื่อใกล้ก็อบอุ่น” เป็นต้น เมื่อประมวลความแล้ว ความอบอุ่นของคัมภีร์และชีวิตล้วนมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน นั่นก็คือ “เหริน(仁)” หรือความมีมนุษยธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด

ในคัมภีร์หลีว์ซื่อชุนชิว ได้เสนอให้ใช้คำว่า “เหริน” นี้เป็นคำสรุปสังเขปความคิดของขงจื่อทั้งหมด เท่ากับบอกว่า ขงจื่อให้ค่าแก่คำว่า “เหริน” เป็นอันมาก ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากจะใช้คำอีกคำหนึ่งมาอธิบายคำว่า “เหริน” คำ ๆ นั้นย่อมต้องเป็นคำว่า “รัก(爱)” “ผู้มีมนุษยธรรมย่อมรักมนุษย์” นั่นคือข้อความที่ขงจื่อตอบคำถามของลูกศิษย์ ซึ่งเราก็รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่ โดยนัยนี้ ปรัชญาขงจื่ออาจเรียกได้ว่าเป็น “ปรัชญาแห่งความรัก”  ตั้งแต่ชีวิตที่ดำเนินอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความรัก แผ่ออกไปถึงสายสัมพันธ์ต่าง ๆ ความเป็นระเบียบและการบ้านการเมือง ไปจนถึงตลอดทั่วทั้งโลก

อะไรคือรัก หรืออีกนัยหนึ่ง แนวคิดแบบขงจื่อเข้าใจความรักอย่างไร ข้าพเจ้าอยากจะทดลองอธิบายโดยพิจารณาจาก 3 แง่มุมดังนี้ ประการแรก เพื่อพิจารณาหาพื้นฐานที่ชัดเจน จึงถือกันว่าความรักตั้งหลักปักฐานอยู่ที่จิตและกมลสันดานธาตุเดิม มีข้อความหนึ่งจากติ้วไม้ไผ่แห่งสุสานกัวเตี้ยน กล่าวไว้ว่า “รักเกิดจากกมลสันดานธาตุเดิม” จึงอาจกำหนดได้ว่า ความรักคืออะไรบางอย่างที่แฝงประกอบอยู่ภายในตัวมนุษย์มาแต่ดั้งเดิม ในขณะเดียวกัน ความรักก็ตั้งฐานอยู่ที่จิต เป็นเหตุผลความรู้สึกที่หลั่งไหลออกมาจากจิต เราอาจจะกล่าวไปได้ถึงขนาดว่า ความรักคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ได้ จากพื้นฐานความเข้าใจนี้ ย่อมสรุปได้ว่า ความรักเป็นคุณลักษณะหลักของมนุษย์ หากไม่มีรัก มนุษย์ก็ไม่อาจได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ โดยนัยนี้ เมิ่งจื่อจึงกล่าวไว้ว่า “เมื่อปราศจากความสะทกสะท้านใจ ย่อมไม่ใช่มนุษย์”

แง่มุมประการที่สอง ความรักย่อมชี้เป้าไปที่บุคคลอื่น ๆ หรือโลกภายนอก กล่าวคือเป็นทีท่าพื้นฐานอย่างหนึ่งที่มนุษย์ใช้เมื่อเผชิญหน้ากับโลกหรือเพื่อนมนุษย์อื่น ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรักไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่ตัวของตนเอง ไม่ใช่ความรักที่เห็นแก่ตัว และยิ่งไม่ใช่ความรักตัวเอง นี่คือความหมายที่แท้ของคำกล่าวที่ว่า “ผู้มีมนุษยธรรมย่อมรักมนุษย์” ปรัชญาขงจื่อมองว่ามนุษย์ดำรงอยู่ได้ด้วยความสามารถในการเข้ากลุ่ม และไม่เห็นด้วยกับวิถีการใช้ชีวิตดังเช่นผู้ปลีกวิเวกทั้งหลายที่หลีกเลี่ยงสังคม โดยเหตุนี้ การจัดการเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นจึงเป็นเรื่องจำเป็น และก่อนที่จะจัดการกับความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ การทำความเข้าใจตัวบุคคลอื่นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเป็นพิเศษ อันที่จริง ตัวอักษร “เหริน” ที่ประกอบขึ้นจากอักษร “คน” กับ “สอง” ก็บอกนัยสำคัญนี้อยู่ในตัวแล้ว นั่นคือ ไม่เพียงแต่ตัวเราเท่านั้นที่เป็นคน คนอื่นที่นอกเหนือจากตัวเราก็เป็นคนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าคนอื่น ๆ เหล่านั้นจะได้รับการขนานนามมีชื่อเสียงว่าอะไร หรือได้รับแต่งตั้งกำหนดให้มีฐานานุรูปเป็นอะไร ก็ล้วนได้ชื่อว่าเป็นคนทั้งสิ้น การสามารถเข้าใจได้เช่นนี้ก็คือ “เหริน” ก็คือ “รัก” และมีแต่จะต้องอาศัยความเข้าใจเช่นนี้เป็นพื้นฐานในการดำเนินกิจต่าง ๆ เท่านั้น จึงจะเป็นการ “รักมนุษย์”  ด้วยเหตุนี้  การรักจึงจำเป็นจะต้องครอบคลุมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของตนที่มีต่อโลกและบุคคลอื่น ๆ ด้วย

ประการที่สาม ความรักคือทีท่าและความรู้สึกที่มีลักษณะเป็นองค์รวม ในการรัก ตัวตนของตนกับโลกและคนอื่นจะหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยนัยนี้ การประกอบของตัวอักษร “เหริน” อันที่จริงก็เต็มไปด้วยนัยแห่งการบรรสานเข้าด้วยกันของคนสองคน เช่นบิดากับบุตรบรรสานกันเป็นหนึ่ง เจ้ากับข้าบรรสานกันเป็นหนึ่ง สามีกับภริยาบรรสานกันเป็นหนึ่ง เป็นต้น อาศัยหลักสองคนบรรสานเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งทำนองนี้ ค่อย ๆ แผ่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนในที่สุด สรรพสิ่งก็จะบรรสานรวมเข้าเป็นหนึ่งได้ เมิ่งจื่อกล่าวว่า “รักสนิทชิดเชื้อในเครื่อญาติ เมตตาปวงประชาและรักปรานีต่อส่ำสัตว์”  ก็เป็นคำกล่าวที่แสดงกระบวนการแผ่ขยายดังกล่าว แจกแจงแนวคิดเรื่อง “สรรพสิ่งในร่างเดียว”

หากจะชี้โดยอ้างจังไจ้กับหวังหยังหมิง บทประพันธ์ “ซีหมิง” ของจังไจ้ มองฟ้าว่าเป็นครอบครัวขนาดใหญ่มนุษย์และสรรพสิ่งต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเดียวกันนี้

เมื่อเรียก “เฉียน(乾)”ว่าคือบิดา  “เรียก คุน(坤)” ว่า คือมารดา ตัวเราก็เล็กกระจ้อยร่อยเคล้าคลุกอยู่หว่างกลางนั้นนั่นเอง ดังนี้  องค์ประกอบแห่งธาตุฟ้าดิน ก็เป็นเสมือนหนึ่งองคาพยพของเรา เครื่องชี้นำทิศทางของฟ้าดิน ก็เป็นเสมือนหนึ่งธรรมชาติธาตุเดิมของเรา เหล่าประชาราษฎร์ ก็เป็นเสมือนหนึ่งผู้ร่วมครรภ์มารดาเดียวกับเรา สรรพสิ่งทั้งหลายก็เป็นเสมือนพงศ์พันธุ์เดียวกับเรา เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เสมือนหนึ่งบิดามารดาผู้เป็นประมุขบ้าน ปวงอำมาตย์เป็นเสมือนพ่อบ้านรับใช้ประมุข นับถือวัยวุฒิ ก็เสมือนหนึ่งการเห็นผู้ใหญ่ว่าเป็นผู้ใหญ่ ปรานีผู้อ่อนผู้น้อย ก็เสมือนหนึ่งการเห็นเด็กว่าเป็นเด็ก อริยมนุษย์ ก็คือผู้ประสานจรรยาให้สอดคล้อง ปราชญ์ผู้ปรีชาก็คือผู้ตกแต่งขัดเกลา หวังหยังหมิงใช้มิติด้านจิตมนุษย์พรรณาแนวคิดเรื่องสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่ง ในความเห็นของเขา การที่โลกภายนอกสามารถเป็นเหตุสร้างความสะเทือนใจให้แก่มนุษย์ได้ ย่อมเป็นพยานยืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวดังกล่าวโดยปริยาย อันมหศาสตร์นี้ เหล่าปราชญ์สำนักขงจื่อแต่โบราณถือกันว่าคือศาสตร์ของผู้ใหญ่ ใคร่ขอเรียนถามว่าศาสตร์ของผู้ใหญ่นี้เหตุใดจึงอยู่ที่การทำจรรยาบารมีให้แจ้ง ท่านอาจารย์หยังหมิงกล่าวว่า “ผู้ใหญ่ คือผู้ที่ถือเอาดินฟ้าและสกลสิ่งเป็นรูปเดียวกัน เห็นใต้ฟ้าเป็นดุจครอบครัวเดียวกัน เห็นผู้คนทั้งมวลในประเทศเขตแคว้นเป็นเสมือนคนคนเดียว หากมีผู้อาศัยรูปลักษณ์แบ่งแยกว่าเป็นเราว่าเป็นท่าน นั่นคือผู้ต่ำช้าโดยแท้ การที่ผู้ใหญ่สามารถถือเอาดินฟ้าและสกลสิ่งเป็นรูปเดียวกันได้นั้น ก็หาใช่เป็นการตั้งเจตนา หากแต่เป็นเพราะพื้นฐานทางจิตช่วยนำไป   การร่วมเป็นหนึ่งกับดินฟ้าและสกลสิ่ง ก็ใช่ว่าจะมีจำเพาะเพียงผู้ใหญ่เท่านั้น แม้จิตของผู้ต่ำช้าก็ใช่ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพียงแต่เห็นตนเองว่าต่ำช้าเท่านั้น ดังนี้ เมื่อเห็นเด็กทารกจะตกลงไปในสระ จิตก็ย่อมเกิดความหวั่นหวาดสะทกสะท้านต่อเหตุการณ์นั้น นี้ก็คือมนุษยธรรมในตัวเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเด็กทารกนั้นนั่นเอง เด็กทารกยังถือว่าเป็นพงศ์พันธุ์เดียวกัน แต่ครั้นเมื่อได้เห็นสัตว์จตุบททวิบาทคร่ำครวญร้องกลัวตัวสั่น ก็เกิดจิตที่ไม่อาจทนอยู่ได้ นี้ก็คือมนุษยธรรมในตัวเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสัตว์เหล่านั้นนั่นเอง เหล่าสัตว์ยังถือว่าเป็นพวกที่เคลื่อนที่มีความรู้สึก แต่ครั้นเมื่อพบเห็นต้นไม้ใบหญ้าหักโค่นล้มลง ก็เกิดจิตคิดสงสารขึ้น นี้ก็คือมนุษยธรรมในตัวเข้าไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ใบหญ้าเหล่านั้นนั้นนั่นเอง ต้นไม้ใบหญ้ายังถือว่าเป็นพวกมีกำเนิดเป็นชีวิตอยู่ แต่ครั้นเมื่อได้เห็นกระเบื้องก้อนกรวดแตกหักป่นปี้ ก็เกิดจิตคิดนึกเสียดายขึ้นมา นี้ก็คือมนุษยธรรมในตัวเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับกรวดกระเบื้องนั้นนั่นเอง นี่ก็คือมนุษยธรรมที่อยู่ในรูปเดียวกัน แม้จะเป็นจิตของผู้ต่ำช้าก็ย่อมมีอยู่เช่นกัน

จากความหวั่นหวาดสะท้านสะทกจนถึงการคร่ำครวญร้องกลัวตัวสั่น จากจิตที่คิดสงสารไปจนถึงการนึกเสียดาย ตัวตนของเราเองเป็นดังร่างเดียวกันกับนกกาสาราสัตว์ ต้นไม้ใบหญ้า และก้อนกรวดก้อนหิน ดังนั้น ฟ้าดินและสรรพสิ่งจึงสามารถแสดงออกให้เห็นถึงการ่วมกายร่วมความรู้สึกให้เห็นได้ แน่นอนว่าการเป็นร่างเดียวกันนี้มิได้หมายถึงการร่วมอยู่เหมือน ๆ กันหรือในส่วนทุกส่วนของโลก ไม่ว่าจะเป็น“รักสนิทชิดเชื้อในเครือญาติ เมตตาปวง ประชาและรักปรานีต่อส่ำสัตว์”  หรือจะเป็นความสะทกสะท้านหวั่นกลัว หรือสงสารเสียดาย ต่างมีสถานภาพความแตกต่างภายในอยู่ นี่จึงเรียกว่ารักมีการแบ่งแยกชั้นหรือกฎเกณฑ์ที่แยกกระจายออกไป

ความเข้าใจของปรัชญาขงจื่อที่มีต่อเรื่องความรักเช่นนี้ ทำให้ชาวสำนักขงจื่อทั้งหลายมีชีวทัศน์และทิศทางการดำเนินชีวิตที่แจ่มแจ้งชัดเจน ความรักทำให้โลกนี้เป็นองค์รวมแห่งน้ำหนึ่งเดียวกัน ดังนั้น ชีวิตของแต่ละปัจเจกบุคคลจะมีความหมายได้ ก็โดยการสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับองค์รวมดังกล่าวนี้ ขงจื่อกล่าวไว้ว่า “ ถือว่าชะตากำหนดให้มาใช้ชีวิตร่วมกันกับกลุ่มฝูงชนเดียวกัน และปฏิเสธการหลีกลี้จากสังคมของพวกนักปลีกวิเวกอย่างเด็ดขาดชัดแจ้ง ทีท่าทัศนะเช่นนี้ ย่อมทำให้ตนเองเองเกิดมีภาระต้องรับผิดชอบต่อโลกและบุคคลอื่น ๆ ขึ้นโดยปริยาย ขงจื่อได้แสดงปนิธานของคนไว้ว่า “ อุดมคติของขงจื่อจึงไม่ใช่การมุ่งแสวงหาความสงบสุขให้แก่ตนเอง หากแต่อยู่ที่การพยายามสร้างสันติสุขให้แก่ผู้ชรา ผู้เยาว์ ตลอดจนมิตรสหายทั้งมวล ผู้ที่สามารถสร้างสันติสุขให้แก่ผู้อื่นได้อย่างหลากหลายย่อมได้ชื่อว่าเป็น วิญญูชน เป็นอริยมนุษย์ หรือเป็นอริยกษัตริย์ จากจุดนี้เอง เราจึงจะสามารถเข้าใจการที่ขงจื่อพเนจรไปตามแว่นแคว้นต่าง ๆ  เข้าใจการจำใจเข้าพบหนานจื่อ  เข้าใจการยึดถือคติว่า “รู้อยู่ว่าไม่อาจกระทำได้แต่ก็ลงมือกระทำไป” ตลอดจนเข้าใจความรื่นรมย์ของขงจื่อในการรับลูกศิษย์มาอบรมสั่งสอน ขงจื่อไม่เคยกังวลว่าตนเองจะยากดีมีจนอย่างไร สิ่งที่ทำให้กังวลก็คือวิถีธรรม หรืออีกนัยหนึ่งคือการครุ่นคะนึงถึงว่าจะสามารถนำเรื่องความรักมาใช้ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงหรือไม่

เพื่อที่จะให้ความรักเกิดผลเป็นจริงขึ้นได้ในโลกนี้ นอกจากการเพียรพยายามยึดถือหลักการให้มั่นคงแล้ว การพิเคราะห์พิจารณาในแง่วิธีปฏิบัติก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ขาดไม่ได้ พวกเราควรจะรักคนอื่นด้วยวิธีการอย่างไร ควรจะเข้าไปแบกรับความรับผิดชอบต่อมนุษย์คนอื่น ๆ หรือต่อโลกอย่างไร ดูไปแล้ว ข้อเสนอที่สำคัญที่สุดของสำนักขงจื่อก็คือกระบวนการ “ผลักดันตนเองให้เข้าถึงคนอื่น” และกระบวนการ  “จากใจถึงใจ”  การ “ร้อยเรียงเป็นหนึ่ง” ของวิถีธรรมขงจื่อมีเพียงแค่ “จง(忠)” กับ “ซู่(恕)” เท่านั้น “จง” ก็คือการที่เมื่อ “ตนปรารถนาจะตั้งมั่นก็ตั้งมั่นให้คนอื่น  เมื่อตนปรารถนาจะบรรลุก็ทำความบรรลุให้คนอื่น”  ส่วน  “ซู่” ก็คือเมื่อ “ตนไม่ปรารถนาสิ่งใด พึงไม่ทำสิ่งนั้นให้เกิดแก่คนอื่น” สังเกตเห็นได้ไม่ยากว่า ข้อความทั้งสามที่ยกมากล่าวนี้ ล้วนขึ้นตนด้วยคำว่า “ตน” และลงท้ายด้วยคำว่า “คนอื่น” ทั้งสิ้น ล้วนมีแนวทาง “ผลักดันตนเองให้เข้าถึงคนอื่น” ประกอบให้เห็นอยู่อย่างชัดแจ้ง  หากพิจารณาจากโครงสร้างของตัวอักษร ทั้งอักษร “จง” กับ “ซู่” ก็สัมพันธ์กับ “จิตใจ” ชัดเจนอยู่ ตัวอักษร “หรู (เสมือน)” กับ “ซิน(จิตใจ)” ที่ประกอบเป็นตัวอักษร “ซู่” ก็คือการสื่อความหมาย “จากใจถึงใจ” อยู่ในตัว ในทัศนะของสำนักขงจื่อเราจะต้องอาศัยตัวตนของตนไปทำความเข้าใจโลกและคนอื่น พร้อมทั้งใช้ฐานความเข้าใจที่ได้มานี้ไป “ผลักดันตนเอง” ให้การรักคนอื่นเกิดเป็นจริงขึ้นได้ ดังเช่น ถ้าหากตนเองปรารถนาจะตั้งมั่น ก็จงช่วยเหลือให้คนอื่น “ตั้งมั่น” ถ้าตนเองปรารถนาจะบรรลุเป้าหมาย  ก็จงช่วยเหลือให้คนอื่น “บรรลุ” หากตนเองไม่ต้องการให้คนอื่นกระทำการใดต่อตน ก็จงอย่าได้กระทำการสิ่งนั้นต่อคนอื่น เราย่อมเข้าใจได้ไม่ยากว่า วิธีการเช่นนี้จะสมเหตุสมผลได้ จำเป็นต้องตั้งอยู่บนมูลบทที่ว่า คนกับคนสื่อสารกันได้และมีพื้นฐานความสามารถที่จะเข้าใจซี่งกันและกัน เพื่อรับรองมูลบทนี้ ชาวสำนักขงจื่อจึงยืนยันเชื่อมั่นมาตลอดในเรื่องธาตุเดิมที่มนุษย์มีร่วมกันอยู่ ในข้อนี้ อาจพบเห็นได้ในข้อความต่าง ๆ ที่พร่ำสอนกันอยู่เช่น “ในสมุทรทั้งสี่ มีธาตุเดิมร่วมกันเป็นหนึ่ง” หรือ “ทางสมุทรบูรพามีเหล่าอริยมนุษย์บังเกิดขึ้น มีจิตใจที่เหมือนกัน มีหลักการที่เหมือนกัน ทางทักษิณสมุทรมีเหล่าอริยมนุษย์บังเกิดขึ้น มีจิตใจที่เหมือนกัน มีหลักการที่เหมือนกัน ทางสมุทรด้านประจิมมีเหล่าอริยมนุษย์บังเกิดขึ้น มีจิตใจที่เหมือนกัน มีหลักการที่เหมือนกัน” เป็นต้น การเชื่อว่า  ธาตุเดิมมนุษย์กับจิตวิญญาณสื่อถึงกันได้นี้ เป็นเหตุให้การทำความเข้าใจซี่งกันและกันเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ พวกเราย่อมสามารถที่จะสำเหนียกรู้ถึงอารมณ์รักโลภโกรธหลงของคนอื่น ๆ ได้ และด้วยเหตุนี้เองที่เราย่อมสามารถรักคนอื่นได้ สามารถรักโลกนี้ได้

๒.คิมหันตฤดูแห่งจิตวิญญาณ

ฤดูร้อนให้ความรู้สึกร้อนระอุ อุณหภูมิอันอบอ้าว ฝนฟ้าคะนอง และพายุเกรี้ยวกราด ล้วนเป็นบรรยากาศที่ฮึกห้าว ชวนให้โลดเต้น เติบใหญ่ตามความเจริญของสรรพสิ่ง ผืนโลกดูจะมีความหนาแน่นเบียดเสียดขึ้นยิ่งกว่าฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งผ่านไป สภาวะเช่นนี้คล้ายคลึงกับอารมณ์คุณสมบัติของปรัชญาสำนักมั่วจื่อ ความรู้สึกซึ่งสำนักคิดนี้แสดงออกปรากฏต่อโลกที่โดดเด่นสุด ก็คืออุดมคติอันเร่าร้อนดุจดังเพลิงไฟ มั่วจื่อผู้บุกเบิกสำนักนี้ แรกเริ่มเดิมที่ก็ศึกษาเล่าเรียนมาในสำนักขงจื่อ ดังนั้น จึงคุ้นเคยกับคำสอนที่บอกว่าความรักมีรูปแบบและลำดับชั้นแตกต่างกันอยู่ แต่ไม่ได้พอใจเชื่อตาม  เพราะในทัศนะของมั่วจื่อ หากเห็นว่ารักตนเองเหนือกว่ารักคนอื่นอย่างมีขีดขั้นต่างกันก็จะเป็นเหตุให้โลกนี้เต็มไปด้วยอคติความขัดแย้งและสงคราม มั่วจื่อจึงเสนอหลักการ “ใช้ความพ้องแทนความแบ่งแยก” ความแบ่งแยกหมายถึงหลักการของสำนักขงจื่อที่ถือว่าความรักย่อมมีแยกแยะหนักเบามากน้อยตามสายสัมพันธ์สนิทห่างต่างกัน เช่นรักบิดาของตนเองเหนือกว่ารักบิดาของผู้อื่น รักประเทศเขตแคว้นของตนมากกว่าประเทศเขตแคว้นของผู้อื่น เป็นต้น ส่วนความพ้องนั้นหมายถึงความรักที่ร่วมกันเป็นลักษณะเดียว คือรักคนอื่นเทียบเท่ากับรักตนเอง จึงเท่ากับรักที่แผ่ขยายไร้การแบ่งแยก เช่น “มองประเทศเขตแคว้นของผู้อื่นเสมือนดังเขตแคว้นของตน มองครอบครัวของคนอื่นเสมือนดังครอบครัวของตนเอง มองร่างกายของคนอื่นเสมือนดั่งร่างกายของตนเอง” เป็นต้น มั่วจื่อต้องการจะนำหลักการความรักสากลมาแทนการรักอย่างมีการแบ่งแยก ในทางหนึ่ง ยังคงธำรงจิตสำนึกแห่งความรักซึ่งมนุษย์ต่างปรารถนาที่สุด ในอีกทางหนึ่งก็หลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะบังเกิดขึ้นเนื่องจากความรักที่ต่างแบบกัน

ในบรรดามรดกปรัชญาจีนโบราณ มั่วจื่อเป็นผู้ที่พิถีพิถันมากในเรื่องการใช้ตรรกวิธี หลักตรรกะอันหนึ่งกล่าวแจงไว้ว่า “ผู้ที่รักคนอื่น คนอื่นก็จะรักตอบ ผู้ให้ประโยชน์แก่คนอื่น คนอื่นก็จะให้ประโยชน์ตอบแทน ผู้ที่ชังคนอื่น คนอื่นก็จะชังตอบ ผู้ที่ให้ร้ายแก่คนอื่น คนอื่นก็จะให้ร้ายตอบแทน” ด้วยเหตุนี้ ในยามที่เรารักประเทศเขตแคว้นและบิดาของคนอื่น คนอื่นก็จะรักประเทศเขตแคว้นและบิดาของเราเป็นการตอบแทน หากกระทำในทางตรงกันข้าม ผลก็จะเป็นทำนองเดียวกัน ผลของความรักสากลก็คือ ต่างก็จะได้ประโยชน์จากกันและกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “ต่างรักกันและกัน แลกประโยชน์กันและกัน” ฟังแล้วก็สมเหตุสมผลตามหลักตรรกะดีอยู่ แต่การดำเนินชีวิตก็ไม่ได้เท่ากับการใช้หลักตรรกวิธี ในความเป็นจริง เมื่อเรามอบรักแก่คนอื่น ก็ใช่ว่าจะแลกเปลี่ยนได้รักจากคนอื่นมาเสมอไป  มีคนจำนวนมากจัดให้มั่วจื่อเป็นนักคิดแบบผลประโยชน์นิยม เพราะอธิบายเป้าหมายของความรักสากลว่าจะทำให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันในที่สุด ในความเห็นของข้าพเจ้า มั่วจื่อน่าจะเป็นพวกอุดมคติที่อาศัยอยู่แต่ในโลกของตรรกวิธี  หรือจะกล่าวให้หนักข้อขึ้น ก็คือพวกที่นิยมสร้างวิมานในอากาศ คนคนหนึ่งก็อาจจะปฏิบัติตนจนถึงขั้น “เห็นคนอื่นเหมือนตัวเอง” ได้  แต่เหตุใดจะต้องเรียกร้องให้คนอื่นต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ความคิดเช่นนี้ด้วยเล่า ศิษย์สำนักขงจื่อประสบความสำเร็จในการสืบทอดมรดกความคิดได้นั้น ส่วนใหญ่ก็เพราะตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงของกมลสันดานธาตุแท้มนุษย์ โดยเฉพาะการเน้นในเรื่องความสัมพันธ์ทางสายโลหิต การยอมรับสัมพันธภาพทางสายโลหิตทำให้มนุษยสัมพันธ์ที่มีความต่างห่างชิดสนิทไกลเป็นเรื่องธรรมดา การสนับสนุนความคิดที่ว่าความรักมีชั้นมีขีดขั้นต่างกันจึงเท่ากับตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เป็นไปตามธรรมชาติ  ดูเหมือนมั่วจื่อพยายามจะปลดปมพันธนาการในเรื่องความสัมพันธ์ทางสายโลหิต แนวคิดเชิงการเมืองของเขาทีสนับสนุนยกย่องผู้มีคุณสมบัติความสามารถ มุ่งต่อต้านระบบสนับสนุนเครือญาติตามแนวคิดสำนักขงจื่อ ก็เป็นการคิดตามตรรกวิธีเช่นนี้เอง

เราคาดการณ์ได้ไม่ยากว่า แนวความคิดของมั่วจื่อย่อมเผชิญกับการวิพากษ์ท้าทายอย่างหนัก มั่วจื่อให้จัดตั้งกลุ่มคนเป็นขบวนการที่มีกรอบระเบียบข้อห้ามข้อบังคับอย่างเข้มงวด ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้หลักการความรักสากลกับหลักการปฏิเสธสงครามเป็นจริงขึ้นได้ในทางปฏิบัติ กลุ่มขบวนการเหล่านี้แม้จะแตกฉานซ่านกระเซ็นไปหลังจากที่มั่วจื่อตายไปแล้ว แต่ก็ยังคงสืบทอดอุดมการณ์กันต่อมาอีก ผู้นำขบวนการจะเรียกชื่อว่า “จี้ว์ จื่อ(钜子)” จะเป็นเหมือนสมาชิกกลุ่มทั่วไปคือมีจิตพร้อมที่จะเสียสละอุทิศตน ยอมตนอยู่อย่างยากแค้นมุ่งสร้างสรรค์ผลประโยชน์ให้แก่โลกอยู่ตลอดวันตลอดคืน สำหรับเรื่องที่เที่ยงธรรมทั้งหลาย ศิษย์สำนักมั่วจื่อทั้งหลายก็จะสามารถ “บุกน้ำลุยไฟ ยอมตายโดยไม่ลังเล” คล้ายกับพฤติการณ์ของผู้เยี่ยมวีรยุทธ์พเนจรที่เกิดขึ้นในยุคหลังต่อมา

เนื่องจากกลุ่มขบวนการศิษย์สำนักมั่วจื่อมีกิจกรรมดำรงอยู่ ปรัชญามั่วจื่อจึงค่อนข้างมีอิทธิพลใหญ่หลวงอยู่ในสมัยจั้นกั๋ว ยืนหยัดทัดเทียมกับสำนักขงจื่อ แต่ครั้นถึงสมัยราชวงศ์ฮั่นก็อ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว เมื่อลองสันนิษฐานถึงสาเหตุ ก็น่าจะเป็นเพราะว่า แนวคิดอุดมการณ์กับสภาวะของโลกในความเป็นจริงมีช่องว่างถ่างจากกันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ การพยายามส่งเสริมการ “พ้อง” ประโยชน์ เมื่อต้องพบกับโลกที่พยายาม “แบ่งแยก”  ย่อมเกิดภาวะอีหลักอีหลื่อไปด้วยกันไม่ได้เป็นธรรมดา โลกหล้าก็ไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไป แต่หากส่งเสริมหลักการที่ไม่สอดคล้องเหมาะสม หลักการนั้นก็ย่อมจะเสื่อมสิ้นความนิยมไปเอง ดังถ้อยคำในบท “ใต้ฟ้า” ของคัมภีร์จวงจื่อที่กล่าวไว้ว่า “ มั่วจื่อเป็นผู้รักโลกอย่างแท้จริง แม้จะไม่ได้ดังที่หวังไว้ แสนยากลำบากก็ไม่ทิ้งปณิธาน นับเป็นวีรชนโดยแท้” แต่  “วิธีการเช่นนี้ยากจะดำเนินได้ เกรงว่าจักมิอาจเป็นวิถีแห่งอริยะ ทวนจิตใจของคนทั้งหล้า ทั่วหล้ามิอาจฝืนทน แม้มั่วจื่ออาจจะรับได้อยู่เพียงคนเดียว แต่ทั้งหล้าจะเป็นไฉน ปลีกห่างจากโลก ย่อมห่างจากทางธรรมราช”แนวคิดที่หลีกห่างจากโลกแห่งความเป็นจริงแม้จะดีเลิศสักปานใด ก็ไม่อาจจะธำรงสืบเนื่องต่อไปได้

๓. ฤดูสารทแห่งจิตวิญญาณ

ฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูสารทเป็นช่วงฤดูกาลที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว การเก็บเกี่ยว การสูญเสียไป ความสำเร็จและการทำใจยอมรับ คลุกเคล้าประสมกันอยู่อย่างไม่อาจแยกจากกันได้ นับตั้งแต่สมัยที่มีการประพันธ์ “ซือจิง” และ “ฉู่ฉือ” เป็นต้นมา บรรดากวีจีนก็แสดงความรู้สึกเศร้าสร้อยต่อฤดูใบไม้ร่วง เป็นขนบสืบทอดมายาวนาน ลมฤดูสารทพัดพาใบไม้ร่วงหล่นพริ้วผลอย มักชวนให้ผู้คนเกิดอารมณ์สลดว่า “หดหู่นักหนา อารมณ์แห่งฤดูสารทนี้”  สภาพเช่นนี้จะมากจะน้อยก็ทำให้ความสุขที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจืดจางลงไปบ้าง จิตใจของฤดูใบไม้ร่วงจึงอาจแสดงออกได้โดยผ่านตัวอักษร “โฉว (愁) ที่มีอักษร “ฤดูใบไม้ร่วง” ประกอบเข้ากับอักษร “ใจ” อันเป็นอารมณ์ที่ยากจะพรรณา หาใช่อารมณ์โศกสุขสนุกเศร้าธรรมดาที่รู้กันอยู่ไม่ เป็นเหมือนอารมณ์ที่มีรสชาติทั้งห้าประสมประสานกันจนแยกไม่ออก กวีใหญ่สมัยซ่งใต้คือซินชี่จี๋ได้เคยเขียนบทกวีเลื่องชื่อว่าด้วยอารมณ์ “โฉว”ไว้ดังนี้ ผู้อ่อนเยาว์มิรู้รสแห่งความตรมตรอม ปินป่ายขึ้นไป ปีนป่ายขึ้นไป เพื่อร้อยกรองคำร่ำร้องสร้างคำหมองตรม ผู้แก่เฒ่ารู้แล้วรสแห่งความตรมตรอม  อยากพูดก็งำ อยากพูดก็งำ กลับเล่าฟ้าเย็นยามสารทฤดูใบร่วง ในความเห็นของกวีผู้นี้ ผู้เยาว์ซึ่งยังผ่านโลกไม่มากพอ มักจะชอบทำเป็นแสดงอารมณ์ออกได้อย่างลึกซึ้ง ไม่มีเหตุอันใดก็ทำเป็นกลัดกลุ้ม ส่วนผู้อาวุโสผ่านร้อนผ่านหนาวมาสาหัสกลับสงบปากคำสงัดอยู่กับรสชาติที่ยากจะพรรณาออกมาได้ ฤดูใบไม้ร่วงก็อาจนับเป็นฤดูกาลแห่งความสุกงอมได้ ดอกไม้ที่เบิกบานในฤดูใบไม้ผลิใช่ว่าจะสามารถเผล็ดเป็นผลได้ทั้งหมดในฤดูใบไม้ร่วง เฉกเช่นเดียวกับพวกเราใช่ว่าจะสามารถทำความใฝ่ฝันหรือความหวังสมัยเมื่อยังเยาว์ให้เกิดเป็นจริงขึ้นได้เสียทั้งหมด ประสบการณ์จากความสำเร็จและความล้มเหลวจะคอยกระตุ้นคอยเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของพวกเราอยู่ตลอด และเมื่ออารมณ์โลดเต้นผ่อนจางลง ตะกอนที่เหลืออยู่ก็คือความสงบนิ่งแจ่มชัด ดังคำกล่าวว่า “สุดทางของความโรจน์รุ่ง คือความไร้รสสงบนิ่ง” อันเป็นความงดงามอีกอย่างหนึ่งที่เกิดมาประดับโลก นั่นก็คือความสุกงอมซึ่งย่อมแฝงนัยแห่งความเจริญเติบใหญ่และการหวนนึกตรึกตรองโดยเฉพาะการหวนนึกถึงฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนที่ผ่านมา ในความคิดของข้าพเจ้า  ปรัชญาเต๋าควรจะเป็นแนวคิดที่ใช้เปรียบให้สัมผัสรู้ถึงจริตแห่งฤดูใบไม้ร่วงได้ดีที่สุด มรดกความคิดสายที่มีเหลาจื่อกับจวงจื่อเป็นตัวแทนสายนี้ได้วิสาสะโต้ตอบกับสายคิดแบบขงจื่อมาโดยตลอดอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง หากเราจะกล่าวว่า “คัมภีร์หลุนอี่ว์” มีความอบอุ่น การอ่าน “เหลาจื่อ” และ “จวงจื่อ” ก็คงจะให้ความรู้สึกที่เยือกเย็น เมื่อแรกที่ได้อ่านความว่า “ ฟ้าดินไร้จิตจักปรานี ถือเอาสกลสิ่งเป็นดั่งหุ่นสุนัขฟาง อริยมนุษย์ก็ไร้จิตปรานี ถือเอาทวยชนเป็นดั่งสุนัขฟาง “  ความรู้สึกเยือกเย็นนั้นก็แผ่ซ่านลงไปถึงเบื้องลึกของชีวิตจิตใจ ในฐานะที่ได้ชื่อว่าเป็นครูคนหนึ่งของขงจื่อ เป็นปราชญ์ทรงภูมิที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งอำนาจนานหลายสิบปี เหตุใดเหลาจื่อจึงปฏิเสธเรื่องมนุษยธรรมความรัก โดยเฉพาะในแง่การเมืองการปกครอง และต่อมาจวงจื่ออาศัยหลักการที่ว่า “แทนที่จะเปียกปอนด้วยกันด้วยน้ำลาย มิสู้ต่างลืมว่าร่วมกันอยู่” ขยายท่าทีลักษณะเดียวกันนี้กว้างออกไปครอบคลุมถึงโลกของการดำเนินชีวิตด้วย นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกขัดแย้งกันอยู่ในตัวของการรักตัวตนของตนเอง ความรักเปรียบเสมือนกองไฟกองหนึ่ง ในขณะที่ให้ความอบอุ่นแก่เรา ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำพาความไม่สะดวกหรืออันตรายมาสู่เราพร้อมกันด้วย  ตัวอย่างเช่น การ“ผลักดันตนเองให้เข้าถึงคนอื่น” ได้นั้น จะต้องอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าธาตุแท้ของมนุษย์ทั้งหลายมีความละม้ายเหมือนกันเป็นสากล จึงจะหวังผลได้โดยไม่มีอันตราย แต่ถ้าหากว่าเราเชื่อว่า มนุษย์มีความแตกต่างกัน หรือถึงขนาดเป็นตรงข้ามกันได้ เชื่อว่าการสื่อสัมพันธ์กันเป็นเรื่องยาก เช่นนั้นแล้ว ความรักก็ดูเหมือนจะกลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะงดงามเหมือนดั่งที่วาดฝันไว้ ในบท “สายธารฤดูสารท” ของคัมภีร์ “จวงจื่อ” ได้บันทึกถ้อยสนทนาของจวงจื่อกับฮุ่ยจื่อซึ่งเราคุ้นเคยกันดีอยู่ไว้ว่า จวงจื่อกับฮุ่ยซือ พากันเดินท่องเล่นสำราญอยู่บนสะพานข้ามลำน้ำเหา พลันจวงจื่อก็เอ่ยขึ้นว่า “ดูปลาขาวตัวน้อยนั่นสิ ว่ายน้ำออกมา นี่จึงเป็นความสุขของปลาโดยแท้” ฮุ่ยซือถามขึ้นว่า “ท่านไม่ใช่ปลา จะรู้ได้อย่างไรว่าเยี่ยงนี้คือความสุขของปลา” “ท่านก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้า จะรู้ได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าไม่รู้ถึงความสุขของปลา” “ข้าพเจ้าไม่ใช่ตัวท่าน ย่อมไม่รู้ในตัวท่าน ฉันใดก็ฉันนั้น ท่านไม่ใช่ตัวปลา ก็ย่อมไม่รู้ในตัวปลาเช่นกัน” จวงจื่อจึงตอบว่า “เราย้อนกลับไปที่เดิมเถิด ท่านถามข้าพเจ้าว่ารู้ได้อย่างไรว่าปลามีความสุข นั่นย่อมแสดงว่าท่านรู้อยู่แล้วว่า    ข้าพเจ้ารู้ จึงได้ถามขึ้น ข้าพเจ้ารู้ถึงความสุขของปลาก็บนลำน้ำเหานี้ก็แล้วกัน”

จากข้อความที่ว่า “ท่านไม่ใช่ปลา จะรู้ได้อย่างไรว่าเยี่ยงนี้คือความสุขของปลา” กับ “ท่านก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้า จะรู้ได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าไม่รู้ถึงความสุขของปลา” ทำให้เรารู้ว่าคู่สนทนาดูเหมือนจะยึดถือความเชื่อชุดเดียวกันอยู่ นั่นคือโดยพื้นฐานแล้วคนเราไม่อาจจะรู้จักซึ่งกันและกันได้เลย ในความเป็นจริง ทีท่าของการ “ไม่มีความรู้” ก็เป็นเนื้อหาแก่นของปรัชญาเต๋าอย่างหนึ่ง ไม่เพียงแต่ไม่มีความรู้ในตัวคนอื่นๆเท่านั้น โลกทั้งโลกก็ไม่รู้ด้วย มิพักต้องเอ่ยถึงกิริยาท่าทีของความรัก เรามาลองพิจารณานิทานภาษิตอีกเรื่องในบท “สำราญรมย์” ของคัมภีร์จวงจื่อดู เมื่อครั้งกาลก่อน ยังมีปักษาทะเลหนึ่งบินพลัดหลงเข้าไปยังดินแดนของแคว้นหลู่ เจ้านครแคว้นหลู่จึงนำนกเข้าสู่ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ปรนปรือด้วยสุรารสเลิศ กล่อมให้บันเทิงด้วยมโหรีหลวงและบำรุงด้วยเนื้อซึ่งผ่านยัญพิธีแล้ว แต่นกทะเลนั้นก็เหม่อตาหมองใจ ไม่แตะต้องแม้เนื้อสักชิ้น ไม่ดื่มแม้สุราสักหยด พอล่วงได้สามวันก็ตายลง นี่เป็นเพราะนำเอาวิถีการเลี้ยงของตนเองไปใช้เลี้ยงนก หาใช่เอาวิถีการเลี้ยงนกไปใช้เลี้ยงนกไม่ ในขณะที่เจ้านครหลู่ใช้วิถีทางที่ตนเองชื่นชอบแสดงออกซึ่งความชื่นชอบในตัวนก ก็หาได้คาดคิดเลยว่าจะส่งผลอันเป็นโศกนาฏกรรมเยี่ยงนั้น ความรักของคนคนหนึ่งถึงกับส่งผลให้คนอีกคนหนึ่งเต็มไปด้วยความทุกข์ระทมหรือจนแม้ชีวิตวางวายก็เช่นกัน ย่อมมิใช่ผลที่คนจำนวนมากจะคาดเดาไปได้ถึง และนี่เองคือสัจธรรมของโลก จวงจื่อกล่าวว่า “ ความชอบความชังของเขาเหล่านั้นย่อมต่างจากกัน” ดังที่เขาได้ย้ำบอกไว้ในบท “สมภาพแห่งสรรพสิ่ง” ว่าสรรพสิ่งย่อมไม่ละม้ายเหมือนกัน  เราไม่อาจพบสิ่งอันเป็นสากลได้จากความความแตกต่างในแต่ละปัจเจกวัตถุ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราอ้างอาศัยนามแห่ง “ความรัก” นำเอาคุณค่าที่เกิดจากการใช้กับกรณีหนึ่งไปใช้กับอีกกรณีหนึ่ง โศกนาฏกรรมก็จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น ในนิทานภาษิตเรื่อง “หุนตุ้น” อันเป็นที่รู้จักกันดี จวงจื่อก็ได้แสดงทัศนะทำนองเดียวกันนี้ไว้ เจ้าประจำเบื้องทักษิณกับเจ้าประจำเบื้องอุดรต้องการจะตอบแทนน้ำใจอันงามของหุนตุ้นผู้เป็นเจ้าประจำเบื้องกลาง จึงช่วยเจาะทวารให้จนในที่สุดหุนตุ้นก็ถึงแก่ความตายไป เมื่อลองตรึกตรองถึงกรณีเจ้านครหลู่เลี้ยงนกจนเกิดโศกนาฏกรรม จวงจื่อได้นำเสนอวิถีทางในการเลี้ยงนกเป็น 2 แบบ แบบหนึ่งคือ   ใช้วิถีการเลี้ยงของตนเองไปเลี้ยงนก อีกแบบหนึ่งคือ ใช้วิถีการเลี้ยงนกไปเลี้ยงนก จุดที่แตกต่างของวิธีการสองแบบนี้ก็คือ เริ่มจากการใช้ “ตนเอง”  หรือเริ่มจากการใช้ “นก”เป็นสำคัญ หรือหากจะกล่าวให้กว้างขวางขึ้นก็คือ ใช้ตัวตนของตนเองเป็นเกณฑ์หรือใช้ตัวตนของผู้อื่นกับโลกภายนอกเป็นเกณฑ์ หากใช้ตนเองเป็นเกณฑ์ ก็อาจจะติดกับดักข้อที่ใช้ตัวเองตัดสินผู้อื่น ใช้วิธีคิดของตัวเองไปยัดเยียดให้แก่ผู้อื่น จึงต่อให้เป็นการกระทำที่มีเจตนาดี  ก็อาจส่งผลที่ไม่คาดคิดหรือผลร้ายตามมาก็เป็นได้ ที่เหลาจื่อกล่าวไว้ว่า “ ความเที่ยงธรรมดา กลับกลายเป็นพิสดาร การมงคล กลับกลายเป็นอุบาทว์” ก็เพื่อชี้ให้เห็นสภาวการณ์เช่นนี้นี่เอง โดยสมมติฐานนี้ การใช้ผู้อื่นกับโลกภายนอกเป็นเกณฑ์จึงเป็นหลักการที่แสดงตัวออกมาเอง ถ้าหากเรารักผู้อื่นจริงหรือรักรักสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวตนของเราจริง ทั้งไม่ต้องการให้ตนเองกลายเป็นสาเหตุของผลที่เลวร้ายอันอาจจะเกิดตามมา ทางที่ดีที่สุดบางทีอาจจะเป็นการ “ปล่อยตามธรรมชาติ” มิใช่การอ้างเอาคุณนามใด ๆ ไปยัดเยียดคุกคามให้เป็นไปตามแบบเรา ณ จุดนี้เอง ที่เราอาจจะสัมผัสเข้าถึงแนวคิดเรื่อง “จื้อหราน (ธรรมชาติ)” และ “อู๋เหวย (นิรกรรม)” ซึ่งเป็นแก่นของปรัชญาเต๋าได้อย่างง่ายดาย กล่าวโดยสรุป  “อู๋เหวย” คือการควบคุมบงการตัวเองของพลานุภาพทั้งหลาย ส่วน “จื้อหราน”  คือการปกครองตนเองและความเป็นตัวของตัวเองของเหล่าประชา ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการควบคุมพลานุภาพ ปรัชญาเต๋าตระหนักรู้เต็มที่ว่า การตั้งใจใช้อำนาจหรืออานุภาพอันใดไปแทรกแซง ก็ใช่ว่าจะทำให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้น นโยบายปกครองโลกหรือชาวประชาที่ดีที่สุดจึงควรเป็นการให้ความนับถือ การคล้อยตาม มิใช่การเปลี่ยนแปรใดๆ เมื่อใคร่ครวญเทียบกับเรื่องปรัชญาความรักของฝ่ายขงจื่อ ปรัชญาเต๋าก็มีแนวโน้มไปในทางนิยมท่าทีของการไม่เข้าแทรกแซง หากมองในแง่สร้างสรรค์ ท่าทีเช่นนี้ ก็คือการตระหนักเข้าถึงความใจกว้างได้ดียิ่งขึ้นเมื่อใช้เทียบขนานกับเรื่องความรัก ขอให้เราลองพิจารณาข้อความตอนหนึ่งของเหลาจื่อดังนี้ อริยมนุษย์ย่อมไร้จิตอยู่เสมอ    อาศัยจิตแห่งประชาชีเป็นจิตแห่งตน ผู้ที่ดีก็ดีด้วย    ผู้ไม่ดีก็ดีด้วย    เพื่อจักได้ซึ่งความดี ผู้มีสัตย์ก็มีสัตย์ด้วย    ผู้ไม่มีสัตย์ก็มีสัตย์ด้วย    จักได้ซึ่งความสัตย์ อันอริยมนุษย์นั้น ยามอยู่ในหล้าโลกย่อมกระทำรำงับ คลุกคลีความขุ่นหมองเพื่อโลกหล้า เมื่อเหล่าประชาล้วนตั้งตาหู    อริยมนุษย์ล้วนแลว่าเป็นเด็ก ความใจกว้างคือการยอมรับแนวคิดและการดำรงอยู่ที่แตกต่างไปจากตนเอง เห็นได้ชัดว่า อริยมนุษย์ในคัมภีร์เหลาจื่อนั้น สามารถวางตนได้ถึงจุดนี้แล้ว  ซึ่งแตกต่างจากบรรดาชนชั้นเจ้าทั้งหลายในโลกแห่งความเป็นจริงที่มักจะยัดเยียดเจตนาคติของตนให้แก่โลก และมักจะเห็นว่าจิตใจของตนเองต่างกับจิตใจของบรรดาประชาราษฎร์ เพราะอริยมนุษย์ใช้ความไม่มีจิตอันนิรันดร์ของตนโอบรับเอาจิตของมวลประชามาเป็นจิตของตนเอง ทำให้แลเห็นชีวิตของผู้อื่นปรากฏอยู่บนครรลองสายตาเสมอ โดยพื้นฐานเช่นนี้ การแยกแยะความดีงามหรือความไม่ดีงาม ความสัจจริงหรือความไม่จริง ซึ่งล้วนก่อตัวขึ้นจากจิตของตนเองย่อมมลายหายไปเอง จึงย่อมไม่มีผู้ที่ดีงามหรือผู้ที่ไม่ดี ผู้ที่ไร้สัจจะหรือผู้มีสัจจะ การกล่าวว่า  “ผู้ที่ดีก็ดีด้วย ผู้ไม่ดีก็ดีด้วย”  นั้นจะเข้าใจเพียงตามตัวอักษรไม่ได้ นี่ไม่ใช่การทำดีต่อผู้ที่ไม่มีคุณความดี แต่คือการปฏิเสธการแบ่งแยกว่ามีความดีกับความไม่ดี เพราะหากจะกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ดีกับไม่ดีหรือจริงกับไม่จริงนั้นก็เป็นเพียงความรู้สึกนึกคิดบนจุดยืนจุดใดจุดหนึ่งที่ยัดเยียดให้โลกรู้สึกตามเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อแท้ของโลกเลย สรรพสิ่งและปราฏการณ์ทั้งหลายไม่มีคุณลักษณ์ที่เรียกว่าดีหรือไม่ดี จริงแท้หรือไม่จริง เป็นเพียงองค์ประกอบที่คลุกเคล้ากันเป็นกลีภาพอยู่โดยไม่มีชื่อเรียก  เห็นได้ชัดว่า เหลาจื่อไม่ได้คิดหวังให้ผู้เป็นเจ้าทั้งหลายอาศัยความคิดความเห็นของตนเองกำกับหรือสรรค์สร้างโลกขึ้นมาแต่อย่างใด และยิ่งไม่ต้องการให้มีการใช้ความคิดเห็นส่วนตัวมาหักล้างทำลายโลกด้วย ดังนั้น เหลาจื่อจึงปฏิเสธการใช้มาตรฐานใด ๆ ที่สร้างขึ้นเองมาตัดสินแยกแยะองค์ประกอบแห่งกลีภาพที่เป็นไป ไม่ว่าตัวตนนั้นจะยิ่งใหญ่ปานใด ไม่ว่าวิธีคิดจะสูงส่งแค่ไหน ถ้าหากความ “ยิ่งใหญ่” และ “สูงส่ง” เป็นคุณลักษณ์ที่อยู่ต่างหากจากโลก คุณลักษณ์นั้นก็ย่อมไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของโลก

๔.เหมันตฤดูแห่งจิตวิญญาณ

หลังจากผ่านการเกิดในฤดูใบไม้ผลิ การเติบใหญ่ในฤดูร้อน และการเก็บเกี่ยวในฤดูไม้ร่วงทั้ง 3 ฤดูกาลแล้ว ฤดูหนาวที่เย็นยะเยือกก็นำพาความรู้สึกสงบนิ่งและเย็นชามาสู่ผู้คน ที่เย็นชาก็เนื่องจากการหยุดสั่งสมขององค์กำเนิดชีวิต ที่สงบนิ่งก็เนื่องจากการปิดตัวหยุดซุ่มของสรรพสิ่ง โลกถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศชนิดหนึ่งซึ่งเรียบง่ายและเหน็บหนาว เต็มไปด้วยความสงัดเงียบและซ้ำซาก เยี่ยงนี้จึงดูคล้ายกับจิตวิญญาณที่ค่อนข้างเย็นชาของพวกนิตินิยม (法家) ข้าพเจ้าเองรู้สึกมาตลอดว่า ในยามที่จิตวิญญาณของคนคนหนึ่งถูกยึดครองครอบงำด้วยผลประโยชน์ ก็จะกลายเป็นความเย็นชาไป โชคไม่ดีนักที่นั่นคือลักษณะความเข้าใจชีวิตและจิตวิญญาณของพวกนิตินิยม สำนักนิตินิยมชวนให้นึกถึงชื่อของบุคคลหลายคนอยู่ แต่ที่เป็นตัวแทนสำคัญที่สุดก็คือหานเฟย นักปรัชญาที่มีชีวิตอยูในช่วงปลายสมัยจั้นกั๋วผู้นี้เคยเป็นศิษย์ติดตามสวินจื่อซึ่งเป็นพวกสำนักขงจื่อ เราต่างก็รู้ดีกันอยู่ว่า สวินจื่อคือผู้ที่เชื่อว่าธาตุแท้ดั้งเดิมของมนุษย์นั้นเลวร้าย ทั้งยังเน้นความสำคัญของการมีอำนาจของผู้เป็นเจ้าและอำนาจกำกับจากภายนอกตัวตน ในขณะเดียวกันหานเฟยก็ยังได้ศึกษาและทำอรรถกถาอธิบายคัมภีร์เหลาจื่อไว้ด้วย จึงซึมซับและรับเอาอารมณ์มาเสริมความรู้สึกเยียบเย็นจนเข้มข้นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หานเฟยก็ไม่ใช่สวินจื่อและไม่ใช่เหลาจื่อ หานเฟยก็คือหานเฟย  หากกล่าวในแง่ความเข้าใจเรื่องธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ หานเฟยก็ไม่ได้เหมือนกับสวินจื่อเสียทั้งหมด แม้ว่าทั้งสองจะเสนอให้เห็นว่าคนเรามีธรรมชาติที่ใฝ่ผลประโยชน์และชิงชังเภทภัยอยู่ในกมลสันดาน แต่หานเฟยเพียงแค่รับรู้ไว้เป็นข้อมูลสำคัญเท่านั้น ไม่เหมือนกับสวินจื่อที่นำความดังกล่าวมาวินิจฉัยตัดสินว่าดีว่าเลว ในสายตาของหานเฟย จิตใจที่เล็งผลโดยคำนึงถึงผลประโยชน์หรือเภทภัยที่จะตามมาประกอบด้วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ทั่วไป “เมื่อเห็นว่าได้ประโยชน์ก็ลงมือทำการ เมื่อหวาดเกรงเภทภัยก็ปฏิเสธไม่ยอมทำ นี้คืออารมณ์มนุษย์ทั่วไป” แน่นอนว่าย่อมไปเกี่ยวข้องเป็นพื้นฐานพิจารณาวิถีการคบค้าสมาคมหรือสัมพันธภาพระหว่างบุคคลด้วย ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ของเจ้ากับข้าในโลกแห่งการเมืองการปกครอง หานเฟยก็เห็นว่าเป็นสัมพันธภาพในลักษณะที่ต่างก็เอื้อผลประโยชน์ให้แก่กัน “ข้าบริพารอุทิศแรงทั้งสิ้นมอบแก่ผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นเจ้าปูนยศศักดิ์หนักหนาแก่ข้าบริพาร ความสัมพันธ์ของเจ้ากับข้า มิได้สนิทแนบดั่งบิดาบุตร เกิดจากการคิดคำนวณนั่นแล” ข้าบริพารรับใช้ด้วยการลงแรงอย่างเต็มที่ สิ่งที่ฝ่ายเจ้านายนำมาแลกเปลี่ยนก็คือยศถาบรรดาศักดิ์ ในสายสัมพันธ์ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของจิตใจที่คำนวณแสวงหาผลประโยชน์จากกันและกันทั้งสิ้น จึงเกิดมีคำกล่าวกันอยู่ว่า  “เบื้องบนเบื้องล่างรบกันวันละร้อยครั้ง” ความสัมพันธ์ของข้ากับเจ้าเป็นเยี่ยงนี้แล้ว สายสัมพันธ์ของคนทั่วไปในโลกนี้ก็ไม่แตกต่างไปสักเท่าใด หานเฟยกล่าวไว้ว่า

ช่างทำรถเมื่อสร้างรถ ก็ปรารถนาให้ผู้คนมั่งคั่งมีทรัพย์ ช่างทำโลงศพเมื่อสร้างโลงศพ ก็ปรารถนาให้ผู้คน ล้มตายโดยไว นี่มิใช่ช่างทำรถเมตตาปรานีหรือช่างทำโลงมีจิตประทุษร้าย หากผู้คนไม่มั่งคั่ง รถก็ย่อมขายไม่ได้ หากผู้คนไม่ล้มตาย โลงก็ขายไม่ออก อารมณ์มิได้โกรธเกลียดผู้คน เพียงแต่ผลประโยชน์ตั้งอยู่ที่ การตายของคนเท่านั้น

การที่ช่างทำรถหวังให้คนมีทรัพย์หรือช่างทำโลงศพหวังให้คนตายนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับความชอบความชังเลย เหตุผลเพียงประการเดียวก็คือผลประโยชน์ นี่คือภาพลักษณ์ที่แท้จริงของสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองที่หานเฟยแสดงให้เห็น อย่างไรก็ตาม ข้อที่คนส่วนมากรับไม่ได้ก็คือความเข้าใจของหานเฟยที่มีต่อสายสัมพันธ์ของบิดากับบุตร ตามที่เราทราบกันอยู่ว่า สายสัมพันธ์ชนิดนี้ ทางฝ่ายสำนักขงจื่อใช้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นความรักบริสุทธ์ที่มีมาแต่กำเนิด แต่ในทัศนะของหานเฟย กลับมองว่าเป็นสายสัมพันธ์ที่เล็งผลประโยชน์อันไม่ได้ต่างจากความสัมพันธของข้ากับเจ้าดังกล่าวแต่อย่างใด

อนึ่งการปฏิบัติต่อบุตรของบิดามารดา หากให้กำเนิดเป็นชายก็จะยินดีฉลองโชค หากให้กำเนิดเป็นหญิงก็    จะสังหารทิ้ง การที่เกิดมาแต่อ้อมอกอุทรเดียวกัน แต่บุตรชายได้รับการฉลอง บุตรหญิงสังหารทิ้งนี้ ก็เป็น เพราะคำนวณถึงผลได้ในภายหลัง คำนึงถึงประโยชน์อันยาวนาน ชั้นแต่การปฏิบัติต่อบุตรของบิดามารดา ก็ยังมีจิตที่เล็งผลเลิศ อย่าว่าแต่กรณีไร้สายใยแห่งบิดามารดาเลย

เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบิดามารดาเหมือน ๆ กัน แต่ลูกชายกับลูกสาวกลับมีชะตาชีวิตที่ไม่เหมือนกัน พวกที่ให้กำเนิดบุตรชายพากันชูจอกเหล้าเลี้ยงฉลองกันครึกครื้น ส่วนบุตรสาวกลับถูกทอดทิ้งไว้เดียวดาย พวกเราก็รู้กันดีอยู่ว่า ในสังคมที่สืบทอดค่านิยมมาแต่โบราณ การปฏิบัติต่อลูกผู้ชายกับลูกผู้หญิง มีความแตกต่างกันอยู่จริง ในคัมภีร์ซือจิงก็มีบทกวีกล่าวเปรียบเปรยว่าเป็นหยกหรือเป็นกระเบื้องแบ่งแยกให้เห็นอยู่ ในขณะที่หานเฟยหยิบยกประเด็นมากล่าวในที่นี้อย่างค่อนข้างจะเลือดเย็น สอบไปถึงสาเหตุเบื้องต้น ซึ่งก็คือการคาดเล็งไปในอนาคตว่าบุตรชายหรือบุตรสาวจะให้ผลประโยชน์เพียงไร ตามความเห็นของหานเฟย หากสายสัมพันธ์ของบิดามารดากับบุตรชายหญิงยังใช้การเล็งผลเลิศเป็นเกณฑ์ปฏิบัติต่อกัน เช่นนั้นแล้ว โลกนี้ยังจะเหลือสายสัมพันธ์ชนิดอื่นใดอีกที่จะรอดพ้นชะตากรรมแห่งการเล็งหาผลประโยชน์ไปได้ โดยฐานความเข้าใจเช่นนี้ ความรักและความไว้วางใจย่อมกลายเป็นสิ่งที่เกินต้องการของโลก กล่าวสำหรับผู้เป็นเจ้า หานเฟยเชื่อว่าไม่อาจไว้วางใจใครได้เลยแม้แต่คนเดียว “ข้อกังวลของผู้เป็นเจ้าอยู่ที่การเชื่อคน เชื่อคนย่อมถูกคนบงการ”การไว้วางใจผู้อื่นย่อมหมายถึงการนำตนไปพึ่งพิงคนอื่น และเท่ากับการยอมตนให้อยู่ในการบงการของผู้อื่น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นบิดาหรือภริยาของตนก็ไม่ควรไว้ใจ หานเฟยตอกย้ำไว้ในบทที่ชื่อว่า “ป้องกันเบื้องใน(备内)” ไว้เป็นทำนองว่า ผู้เป็นเจ้านายควรจะต้องระวังป้องกันภัยที่จะมาจากข้าบริพาร บิดา พี่หรือภริยาของตน  ด้วยเหตุนี้ ความรักย่อมไม่เหมาะสมกับโลกนี้ ผู้เป็นเจ้าไม่ควรคอยปล่อยให้อำนาจตั้งอย่บนฐานของความรัก ในด้านหนึ่ง “รักสนิทในข้าบริพารเกินไป ย่อมเป็นภัยแก่ตนเอง”  ในอีกด้านหนึ่ง ความรักความเมตตาต่อประชาราษฎร์จะนำไปสู่การให้รางวัลทั้งที่ไร้ผลงาน และมีจลาจลไม่ยุติ หานเฟยหยิบยกเอาการบริหารครอบครัวมาเปรียบกับการจัดการบ้านเมือง “ครอบครัวที่เข้มงวดไร้ทายาทบ้าบิ่น มารดาผู้เมตตามักมีลูกล้มเหลว”  และสรุปเป็นข้อเสนอว่า “ตัดสินเป็นอย่างเดียวกันด้วยกฏหมาย” เมื่อตัดเอาความรัก ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ทางสายโลหิตออกจนหมดแล้ว กฎหมายก็กลายเป็นตัวละครหลักเพียงอย่างเดียวในโลกของหานเฟย เขาได้วิพากษ์แนวคิดสำนักต่าง ๆ ที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้น “พวกสำนักขงจื่อใช้วรรณศิลป์ทำให้กฎเกณฑ์สับสน เหล่าพวกผู้กล้าผดุงธรรมใช้วิชาบู๊ละเมิดข้อห้าม” สำนักขงจื๊อใช้หลักมนุษยธรรม จรรยาจารีตที่อ้างเส้นสายสนิทสนมกับความเคารพนับศักดิ์มาท้าทายอำนาจและความเที่ยงธรรมของระบบกฎหมาย ส่วนพวกมั่วจื่อก็มุ่งมั่นในจุดยืนการแผ่ขยายความรักสากลเป็นคุณธรรมจนไปทำลายข้อห้ามและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ส่วนแนวคิดของฝ่ายปรัชญาเต๋า ก็เป็นเพียงคติการปล่อยวางหรือคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เหมาะสมอย่างย่องกับความต้องการของผู้ปรารถนาเป็นเจ้า ผู้ปกครองที่ชาญฉลาดจึงควรตระหนักว่า นอกจากกฎหมายแล้ว บ้านเมืองไม่มีความต้องการตัวอักษรหรือข้อคิดเห็นใด ๆ อีก  หานเฟยกล่าวว่า “ในเขตแคว้นของเจ้าผู้แจ่มกระจ่าง ย่อมไร้อักขระแห่งหนังสือหรือติ้วไผ่ ใช้แต่กฎบัญญัติเป็นการศึกษา ย่อมไร้คำกล่าวสอนของบูรพกษัตริย์  ใช้เจ้าหน้าที่ตามกรมกองเป็นครูผู้สอน”  ในสมัยต่อมาเมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้เผาหนังสือฝังบัณฑิต จึงไม่พักต้องสงสัยว่าเป็นการทำให้ทัศนะดังนี้เกิดเป็นจริงขึ้นมา หานเฟยมีความเชื่อว่า ทางการบ้านเมืองจะต้องประกาศกฎหมายให้ใช้ครอบคลุมทั่วแผ่นดิน ทั้งอำมาตย์สามัญชน ตลอดจนถึงชั้นเจ้าผู้ปกครองก็จะต้องอยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตามแต่ ไม่ควรถือตามอำเภอใจจนทำลายอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย  ซือหม่าถานกล่าวไว้ว่า “พวกนิตินิยมไม่แยกแยะว่าเป็นคนสนิทหรือแปลกหน้า ไม่แบ่งว่าเป็นคนยากดีมีจน ตัดสินเป็นอย่างเดียวกันด้วยกฎหมาย บุญคุณและความสนิทชิดเชื้อนับถือกันจึงหมดความหมายลง” นับเป็นการตั้งข้อสังเกตที่ถูกต้องแล้ว ในแง่มุมที่กว้าง หัวใจของกฎหมายก็มีเพียงเรื่องของบทลงโทษทัณฑ์กับการให้บำเหน็จรางวัล เท่านั้น หานเฟยเรียกว่า “คันบังคับทั้งสอง” ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญของผู้มีแผ่นดินครอง เมื่อข้าบริพารหรือสามัญชนมีความชอบจงให้รางวัล เมื่อมีผู้ทำผิดจงลงโทษทัณฑ์ ผู้เป็นเจ้าจำเป็นจะต้องถืออำนาจแห่งการลงทัณฑ์ให้บำเหน็จนี้ไว้ในมือให้มั่น หากปล่อยให้ตกอยู่ในมือของเหล่าข้าบริพารก็จะอันตรายยิ่ง นี่ก็จะไปเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องกโลบาย (术) ที่พวกนิตินิยมให้ความสำคัญมาก อันคำว่ากโลบายนี้  หมายถึงกลวิธีที่ผู้เป็นเจ้าใช้ควบคุมหรือต่อกรกับเหล่าอำมาตย์ข้าบริพาร ซึ่งมีทั้ง “ใช้คนให้เหมาะกับตำแหน่ง  ใช้นามให้เหมาะกับความเป็นจริง กุมอำนาจประหารไว้ให้มั่น และ ตรวจสอบความสามารถของข้าบริพาร”  ในทัศนะของหานเฟย หากมีเพียงกฎหมายแต่ไม่มีกโลบาย เจ้าผู้ปกครองก็จะรู้ไม่เท่าทันบริวาร อำนาจก็จะผันไปอยู่ในมือบริวาร หากมีเพียงกโลบายแต่ไม่มีกฎหมาย อำนาจสั่งการก็ดำเนินไปไม่ได้ ไม่เพียงพอที่จะทำให้บ้านเมืองมั่นคงและมั่งคั่งได้ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายกับกโลบายจำต้องประสานใช้ด้วยกันจึงจะเกิดผลอันไพบูลย์ได้

ความสรุป นักปรัชญาอย่างไรก็เป็นคนเดินดิน การคิดนึกตรึกตรองก็น่าจะมีความสำคัญกว่าการให้คำตอบที่สำเร็จรูป ด้วยเหตุนี้ เหล่านักคิดจึงไม่ด่วนที่จะเลือกตัดสินใจว่าจะชอบฤดูกาลไหนของจิตวิญญาณที่กล่าวมา ความอบอุ่นของสำนักขงจื่อ ความเร่าร้อนของสำนักมั่วจื่อ ความเยือกเย็นของปรัชญาเต๋า และความเข้มงวดของสำนักนิตินิยม ได้ร่วมกันเผยให้เห็นว่าชาวจีนมีความเข้าใจโลกอย่างหลากหลายเพียงใด ร่วมกันแสดงให้เห็นสาระของชีวิตและการดำเนินชีวิต กล่าวอย่างเปิดเผย  ตัวข้าพเจ้าเองมักจะร่อนเร่ไปมาอยู่ระหว่างความรักกับความใจกว้าง และในระหว่างการร่อนเร่ไปมานั้น ก็ได้มีโอกาสพิจารณาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นถึงข้อจำกัดที่ต่างฝ่ายต่างก็มีอยู่ โลกที่ทางฝ่ายนิตินิยมบรรยายไว้แม้จะหนาวเหน็บอยู่ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของเราใช่หรือไม่ ในระบบวัฒนธรรมที่ถือจริยธรรมเป็นแก่นมาอย่างยาวนานนี้ ผู้คนมักจะหลบเลี่ยงไม่ไปข้องแวะกับผลประโยชน์ที่ยอมรับกันว่าสำคัญ แต่เราสามารถหลบเลี่ยงในระดับจิตวิญญาณได้จริงหรือ อย่างไรก็ตามมีข้อที่มั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า นอกเหนือจากผลประโยชน์ โลกนี่ยังมีสิ่งอื่น ๆ ที่ชวนให้เราเกิดความสะเทือนใจประทับใจได้ เช่นความรัก มิตรภาพ การอุทิศสร้างสรรค์ เป็นต้น หากละเลยหรือปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ เผยแพร่ไอหนาวของโลกใบนี้จนเกินเลย บางทีก็จะกลายเป็นการแช่แข็งชีวิตของตัวเองไว้  ดังเช่นตัวซังยัง อู๋ฉี่ หลี่ซือ และหานเฟยที่ล้วนมีจุดจบของชีวิตที่น่าเศร้า

รศ. ดร. ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ ผู้แปล

Download File                      

This post is also available in: จีนดั้งเดิม

This post was written by:

- who has written 110 posts on CHEE CHIN KHOR 紫真閣.


Contact the author

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

泰國德教會紫真閣

Login

Like Me

แผนที่สมาคม

Calendar

November 2019
M T W T F S S
« Aug    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  
PHVsPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZHNfcm90YXRlPC9zdHJvbmc+IC0gZmFsc2U8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF9pbWFnZV8xPC9zdHJvbmc+IC0gaHR0cDovL3d3dy53b290aGVtZXMuY29tL2Fkcy8xMjV4MTI1YS5qcGc8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF9pbWFnZV8yPC9zdHJvbmc+IC0gaHR0cDovL3d3dy53b290aGVtZXMuY29tL2Fkcy8xMjV4MTI1Yi5qcGc8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF9pbWFnZV8zPC9zdHJvbmc+IC0gaHR0cDovL3d3dy53b290aGVtZXMuY29tL2Fkcy8xMjV4MTI1Yy5qcGc8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF9pbWFnZV80PC9zdHJvbmc+IC0gaHR0cDovL3d3dy53b290aGVtZXMuY29tL2Fkcy8xMjV4MTI1ZC5qcGc8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF9tcHVfYWRzZW5zZTwvc3Ryb25nPiAtIDwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2FkX21wdV9kaXNhYmxlPC9zdHJvbmc+IC0gdHJ1ZTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2FkX21wdV9pbWFnZTwvc3Ryb25nPiAtIGh0dHA6Ly93d3cud29vdGhlbWVzLmNvbS9hZHMvMzAweDI1MGEuanBnPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fYWRfbXB1X3VybDwvc3Ryb25nPiAtIGh0dHA6Ly93d3cud29vdGhlbWVzLmNvbTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2FkX3RvcF9hZHNlbnNlPC9zdHJvbmc+IC0gPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fYWRfdG9wX2Rpc2FibGU8L3N0cm9uZz4gLSB0cnVlPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fYWRfdG9wX2ltYWdlPC9zdHJvbmc+IC0gaHR0cDovL3d3dy53b290aGVtZXMuY29tL2Fkcy80Njh4NjBhLmpwZzwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2FkX3RvcF91cmw8L3N0cm9uZz4gLSBodHRwOi8vd3d3Lndvb3RoZW1lcy5jb208L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF91cmxfMTwvc3Ryb25nPiAtIGh0dHA6Ly93d3cud29vdGhlbWVzLmNvbTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2FkX3VybF8yPC9zdHJvbmc+IC0gaHR0cDovL3d3dy53b290aGVtZXMuY29tPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fYWRfdXJsXzM8L3N0cm9uZz4gLSBodHRwOi8vd3d3Lndvb3RoZW1lcy5jb208L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19hZF91cmxfNDwvc3Ryb25nPiAtIGh0dHA6Ly93d3cud29vdGhlbWVzLmNvbTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2FsdF9zdHlsZXNoZWV0PC9zdHJvbmc+IC0gZGFya2JsdWUuY3NzPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fYXV0aG9yPC9zdHJvbmc+IC0gdHJ1ZTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2F1dG9faW1nPC9zdHJvbmc+IC0gZmFsc2U8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19jdXN0b21fY3NzPC9zdHJvbmc+IC0gPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fY3VzdG9tX2Zhdmljb248L3N0cm9uZz4gLSA8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19mZWF0dXJlZF9jYXRlZ29yeTwvc3Ryb25nPiAtIFNlbGVjdCBhIGNhdGVnb3J5OjwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2ZlYXRfZW50cmllczwvc3Ryb25nPiAtIDY8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19mZWVkYnVybmVyX2lkPC9zdHJvbmc+IC0gPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fZmVlZGJ1cm5lcl91cmw8L3N0cm9uZz4gLSA8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19nb29nbGVfYW5hbHl0aWNzPC9zdHJvbmc+IC0gPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29faG9tZTwvc3Ryb25nPiAtIHRydWU8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19ob21lX3RodW1iX2hlaWdodDwvc3Ryb25nPiAtIDEyNTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX2hvbWVfdGh1bWJfd2lkdGg8L3N0cm9uZz4gLSAyNTA8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19pbWFnZV9zaW5nbGU8L3N0cm9uZz4gLSB0cnVlPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fbG9nbzwvc3Ryb25nPiAtIGh0dHA6Ly9jaGVlY2hpbmtob3IuY29tL3dwLWNvbnRlbnQvd29vX3VwbG9hZHMvNy02LWxvZ29jaGVlY2hpbi5wbmc8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19tYW51YWw8L3N0cm9uZz4gLSBodHRwOi8vd3d3Lndvb3RoZW1lcy5jb20vc3VwcG9ydC90aGVtZS1kb2N1bWVudGF0aW9uL2dhemV0dGUtZWRpdGlvbi88L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19yZXNpemU8L3N0cm9uZz4gLSB0cnVlPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fc2hvcnRuYW1lPC9zdHJvbmc+IC0gd29vPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fc2hvd19jYXJvdXNlbDwvc3Ryb25nPiAtIHRydWU8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19zaG93X3ZpZGVvPC9zdHJvbmc+IC0gZmFsc2U8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb19zaW5nbGVfaGVpZ2h0PC9zdHJvbmc+IC0gMTgwPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fc2luZ2xlX3dpZHRoPC9zdHJvbmc+IC0gMjUwPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fdGFiczwvc3Ryb25nPiAtIHRydWU8L2xpPjxsaT48c3Ryb25nPndvb190aGVtZW5hbWU8L3N0cm9uZz4gLSBHYXpldHRlPC9saT48bGk+PHN0cm9uZz53b29fdXBsb2Fkczwvc3Ryb25nPiAtIGE6Njp7aTowO3M6Njc6Imh0dHA6Ly9jaGVlY2hpbmtob3IuY29tL3dwLWNvbnRlbnQvd29vX3VwbG9hZHMvNy02LWxvZ29jaGVlY2hpbi5wbmciO2k6MTtzOjY1OiJodHRwOi8vY2hlZWNoaW5raG9yLmNvbS93cC1jb250ZW50L3dvb191cGxvYWRzLzYtbG9nb2NoZWVjaGluLnBuZyI7aToyO3M6NjU6Imh0dHA6Ly9jaGVlY2hpbmtob3IuY29tL3dwLWNvbnRlbnQvd29vX3VwbG9hZHMvNS1sb2dvY2hlZWNoaW4ucG5nIjtpOjM7czo2MToiaHR0cDovL2NoZWVjaGlua2hvci5jb20vd3AtY29udGVudC93b29fdXBsb2Fkcy80LTExLWxvZ28yLnBuZyI7aTo0O3M6NjI6Imh0dHA6Ly9jaGVlY2hpbmtob3IuY29tL3dwLWNvbnRlbnQvd29vX3VwbG9hZHMvMTMtbG9nby13ZWIucG5nIjtpOjU7czo2NDoiaHR0cDovL2NoZWVjaGlua2hvci5jb20vd3AtY29udGVudC93b29fdXBsb2Fkcy8xMi1sb2dvLWxvZ2luLmdpZiI7fTwvbGk+PGxpPjxzdHJvbmc+d29vX3ZpZGVvX2NhdGVnb3J5PC9zdHJvbmc+IC0gU2VsZWN0IGEgY2F0ZWdvcnk6PC9saT48L3VsPg==